บทคัดย่อ
อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวนมากในประเทศไทยถูกก่อสร้างขึ้นก่อนที่ข้อกำหนดการออกแบบต้านทานแรงแผ่นดินไหวจะถูกบังคับใช้อย่างกว้างขวาง อาคารกลุ่มนี้มักมีรายละเอียดการเสริมเหล็กที่ไม่เหนียว และหลายหลังมีลักษณะชั้นล่างอ่อน จึงเสี่ยงต่อการวิบัติแบบเปราะเมื่อเกิดแรงกระทำด้านข้าง บทความนี้อธิบายว่าเหตุใดการเสริมกำลังด้วยค้ำยันทแยงแบบธรรมดาจึงยังไม่เพียงพอ และองค์อาคารรั้งยึดไร้การโก่งเดาะ หรือ Buckling-Restrained Brace (BRB) แก้ข้อจำกัดดังกล่าวด้วยกลไกใด โดยเชื่อมโยงกับผลการศึกษาที่ผู้เขียนร่วมดำเนินการระหว่าง พ.ศ. 2553–2556 ตั้งแต่การพัฒนาชิ้นส่วนต้นแบบ การทดสอบแบบวัฏจักรกับโครงข้อแข็งคอนกรีตเสริมเหล็กที่ไม่เหนียว จนถึงกรณีโครงสร้างชั้นล่างอ่อน พร้อมทั้งสรุปข้อพิจารณาทางวิศวกรรมที่จำเป็นเมื่อจะนำเทคนิคนี้ไปใช้กับอาคารจริง
คำสำคัญ: องค์อาคารรั้งยึดไร้การโก่งเดาะ · การเสริมกำลังอาคาร · แรงแผ่นดินไหว · โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก · ชั้นล่างอ่อน
1.บทนำ
ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวของประเทศไทยเปลี่ยนไปจากความเข้าใจเดิมพอสมควร มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว มยผ. 1301/1302-61 ได้ปรับค่าความรุนแรงของแผ่นดินไหวในรูปความเร่งตอบสนองเชิงสเปกตรัมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ และจำแนกประเภทอาคารตามระดับความสำคัญ ทำให้ขอบเขตของพื้นที่และอาคารที่ต้องพิจารณาแรงแผ่นดินไหวกว้างกว่าที่วิศวกรจำนวนหนึ่งเคยเข้าใจ
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานและกฎหมายในลักษณะนี้มีผลกับอาคารที่จะก่อสร้างใหม่เป็นหลัก ในขณะที่อาคารซึ่งใช้งานอยู่แล้วและก่อสร้างมาก่อนหน้านั้น ยังคงอยู่กับรายละเอียดโครงสร้างตามแนวปฏิบัติในยุคที่ออกแบบ ปัญหาเชิงวิศวกรรมที่ตามมาจึงไม่ใช่คำถามว่าจะออกแบบอาคารใหม่อย่างไร แต่เป็นคำถามว่าจะเพิ่มความสามารถในการต้านทานแรงด้านข้างให้อาคารเดิมได้อย่างไร โดยควบคุมพฤติกรรมการวิบัติให้อยู่ในรูปแบบที่คาดการณ์ได้ รบกวนการใช้งานอาคารน้อย และมีต้นทุนที่ยอมรับได้
บทความนี้นำเสนอแนวทางหนึ่งที่ตอบโจทย์ดังกล่าว คือการติดตั้งองค์อาคารรั้งยึดไร้การโก่งเดาะ (Buckling-Restrained Brace หรือ BRB) เข้าไปในโครงข้อแข็งคอนกรีตเสริมเหล็กเดิม
2.จุดอ่อนของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่ไม่ได้ออกแบบต้านแรงแผ่นดินไหว
อาคารที่ออกแบบเพื่อรับน้ำหนักบรรทุกในแนวดิ่งเป็นหลัก มักปรากฏลักษณะร่วมกันหลายประการที่บั่นทอนความสามารถในการรับแรงกระทำแบบวัฏจักร ได้แก่
- รายละเอียดการเสริมเหล็กที่ไม่เหนียว — ระยะเรียงเหล็กปลอกห่าง โดยเฉพาะบริเวณปลายเสาและจุดต่อคาน-เสา ทำให้แกนคอนกรีตขาดการโอบรัดที่เพียงพอ กำลังจึงเสื่อมถอยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการเสียรูปเกินช่วงยืดหยุ่น
- จุดต่อคาน-เสาที่ไม่ได้ออกแบบรับแรงเฉือนวัฏจักร — ไม่มีเหล็กปลอกในจุดต่อ หรือมีในปริมาณน้อยเกินกว่าจะรักษาเสถียรภาพของจุดต่อไว้ได้
- ลำดับการวิบัติที่ไม่พึงประสงค์ — โครงสร้างจำนวนมากมีคานที่แข็งแรงกว่าเสา ทำให้ข้อหมุนพลาสติกมีแนวโน้มเกิดที่เสาแทนที่จะเกิดที่คาน ซึ่งนำไปสู่กลไกวิบัติทั้งชั้น
- ระยะทาบและระยะฝังของเหล็กเสริมไม่เพียงพอ ตามเกณฑ์สำหรับการรับแรงแผ่นดินไหว ทำให้เกิดการหลุดยึดเหนี่ยวก่อนที่หน้าตัดจะพัฒนากำลังได้เต็มที่
2.1 ปัญหาชั้นล่างอ่อน (soft story)
อาคารพาณิชย์ อาคารชุด และอาคารสำนักงานจำนวนมากออกแบบให้ชั้นล่างเปิดโล่งเพื่อใช้เป็นที่จอดรถหรือพื้นที่ค้าขาย ขณะที่ชั้นบนมีผนังก่ออิฐแทรกอยู่หนาแน่น ผลคือความแข็งเกร็งและกำลังต้านทานด้านข้างของชั้นล่างต่ำกว่าชั้นถัดขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเกิดการสั่นไหว การเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้นจะไปกระจุกตัวอยู่ที่ชั้นล่างเพียงชั้นเดียว เสาชั้นล่างจึงต้องรับทั้งน้ำหนักบรรทุกในแนวดิ่งของอาคารทั้งหลังและการเสียรูปด้านข้างเกือบทั้งหมดไปพร้อมกัน เงื่อนไขนี้คือสิ่งที่นำไปสู่การพังทลายแบบทั้งชั้น ซึ่งพบซ้ำในเหตุการณ์แผ่นดินไหวหลายครั้งทั่วโลก
3.เหตุใดค้ำยันทแยงแบบธรรมดาจึงยังไม่เพียงพอ
วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการเพิ่มความแข็งเกร็งด้านข้างคือการใส่ค้ำยันทแยงเหล็กเข้าไปในช่องเสา-คาน แต่ค้ำยันธรรมดามีข้อจำกัดเชิงพฤติกรรมที่สำคัญ คือความไม่สมมาตรระหว่างการรับแรงดึงและแรงอัด
ในทิศทางแรงดึง ชิ้นส่วนสามารถพัฒนากำลังได้จนถึงจุดครากของหน้าตัดเต็ม แต่ในทิศทางแรงอัด ชิ้นส่วนจะเกิดการโก่งเดาะที่ระดับแรงต่ำกว่ากำลังครากมาก โดยระดับแรงวิกฤตขึ้นกับอัตราส่วนความชะลูดของชิ้นส่วน เมื่อโก่งเดาะไปแล้วและถูกกระทำซ้ำในรอบถัดไป กำลังรับแรงอัดที่เหลืออยู่จะยิ่งเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ
ผลที่ตามมาคือวงรอบความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับการเสียรูปมีลักษณะคอดตรงกลาง พื้นที่ภายในวงรอบซึ่งแทนพลังงานที่ระบบสลายได้จึงมีค่าน้อย ทั้งที่ความสามารถในการสลายพลังงานคือคุณสมบัติที่เราต้องการมากที่สุดจากระบบต้านแผ่นดินไหว ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่สมมาตรของแรงในสองทิศทางยังทำให้แรงที่ถ่ายเข้าสู่เสาและฐานรากเดิมไม่สมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่งสำหรับงานเสริมกำลังอาคารเดิมที่โครงสร้างรองรับมีกำลังจำกัดอยู่แล้ว
4.หลักการทำงานขององค์อาคารรั้งยึดไร้การโก่งเดาะ
BRB แก้ปัญหาข้างต้นด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือแยกหน้าที่รับแรงตามแนวแกนออกจากหน้าที่ยับยั้งการโก่งเดาะ องค์ประกอบหลักมีสามส่วน
- แกนเหล็กรับแรง (steel core) — ทำหน้าที่รับแรงตามแนวแกนทั้งหมด กำลังครากของชิ้นส่วนถูกกำหนดโดยพื้นที่หน้าตัดและกำลังครากของเหล็กที่เลือกใช้
- ปลอกหุ้มยับยั้งการโก่งเดาะ (restraining casing) — โดยทั่วไปเป็นปลอกเหล็กที่เติมด้วยมอร์ตาร์หรือคอนกรีต ทำหน้าที่ประคองแกนไม่ให้โก่งออกด้านข้าง โดยไม่รับแรงตามแนวแกน
- ชั้นวัสดุกันการยึดเกาะ (debonding layer) — คั่นระหว่างแกนกับวัสดุเติม เพื่อให้แกนยืดและหดตัวตามแนวแกนได้อย่างอิสระ และรองรับการขยายตัวด้านข้างของแกนขณะรับแรงอัด
เมื่อปลอกหุ้มยับยั้งการโก่งเดาะได้อย่างมีประสิทธิผล แกนเหล็กจะสามารถครากได้ทั้งในทิศทางแรงดึงและแรงอัด พฤติกรรมของชิ้นส่วนจึงใกล้เคียงกับวัสดุอุดมคติแบบยืดหยุ่น-พลาสติกเต็มรูป ผลลัพธ์เชิงวิศวกรรมที่ได้มีสามประการที่สำคัญ
- สลายพลังงานได้สูง — วงรอบฮีสเทอรีซิสเต็มและเสถียรตลอดหลายรอบการกระทำ ต่างจากวงรอบคอดของค้ำยันธรรมดาอย่างชัดเจน
- คาดการณ์กำลังได้แม่นยำ — กำลังครากคำนวณจากพื้นที่หน้าตัดแกนโดยตรง ทำให้ควบคุมระดับแรงสูงสุดที่จะถ่ายเข้าสู่โครงสร้างเดิมได้
- ทำหน้าที่เป็นชิ้นส่วนเสียสละ — ออกแบบให้ความเสียหายไปเกิดที่ BRB ซึ่งถอดเปลี่ยนได้ แทนที่จะไปเกิดที่เสาคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งซ่อมแซมยากและกระทบต่อเสถียรภาพของอาคารโดยตรง
5.ผลการศึกษาที่ผู้เขียนร่วมดำเนินการ
ระหว่าง พ.ศ. 2553–2556 ผู้เขียนได้ร่วมในชุดการศึกษาว่าด้วยการประยุกต์ใช้ BRB กับโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กในบริบทของประเทศไทย ซึ่งดำเนินไปเป็นลำดับสามขั้น
5.1 การพัฒนาชิ้นส่วนต้นแบบ (พ.ศ. 2553)
ขั้นแรกเป็นการพัฒนาองค์อาคารรั้งยึดไร้การโก่งเดาะสำหรับงานเสริมกำลังอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยมุ่งไปที่การกำหนดรูปแบบหน้าตัดแกน วัสดุปลอกหุ้ม และวัสดุกันการยึดเกาะ ให้สามารถผลิตได้ด้วยเทคนิคและวัสดุที่หาได้ในประเทศ เผยแพร่ในการประชุมวิชาการคอนกรีตประจำปี ครั้งที่ 6
5.2 การทดสอบแบบวัฏจักรกับโครงข้อแข็งที่ไม่เหนียว (พ.ศ. 2554)
ขั้นที่สองเป็นการทดสอบโครงข้อแข็งคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีรายละเอียดการเสริมเหล็กแบบไม่เหนียว ซึ่งจำลองลักษณะของอาคารเดิมในประเทศไทย โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมก่อนและหลังการเสริมกำลังด้วย BRB ภายใต้แรงกระทำด้านข้างแบบวัฏจักร เผยแพร่ใน The 2011 World Congress on Advances in Structural Engineering and Mechanics
5.3 กรณีโครงสร้างชั้นล่างอ่อน (พ.ศ. 2556)
ขั้นที่สามขยายผลไปสู่โครงสร้างที่มีลักษณะชั้นล่างอ่อน ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดในอาคารพาณิชย์ของไทย เผยแพร่ใน JCI Annual Convention ณ เมืองนาโงยา ประเทศญี่ปุ่น
5.4 การเชื่อมโยงสู่บริบทท้องถิ่น
ต่อมาใน พ.ศ. 2559 ผู้เขียนได้ศึกษาการประเมินระดับความต้านทานแรงแผ่นดินไหวของอาคารในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งทำให้เห็นภาพสภาพอาคารในพื้นที่ชัดเจนขึ้น และเป็นการเชื่อมองค์ความรู้เชิงเทคนิคเข้ากับโจทย์จริงของท้องถิ่น อันเป็นบทบาทที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพึงมีต่อพื้นที่ที่ตนตั้งอยู่
6.ข้อพิจารณาเมื่อนำไปใช้กับอาคารจริง
ประสิทธิผลของ BRB ขึ้นกับรายละเอียดการออกแบบโดยรอบไม่น้อยไปกว่าตัวชิ้นส่วนเอง ประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมีดังนี้
| ประเด็น | สาระสำคัญ |
|---|---|
| รอยต่อและแผ่นเหล็กประกับ | ต้องออกแบบตามหลักการออกแบบเชิงกำลัง ให้รอยต่อมีกำลังสูงกว่ากำลังครากสูงสุดที่แกนจะพัฒนาได้จริง ซึ่งต้องเผื่อทั้งการแข็งตัวจากความเครียดและกำลังส่วนเกินด้านแรงอัด รอยต่อต้องไม่วิบัติก่อนที่แกนจะคราก มิฉะนั้นกลไกการสลายพลังงานทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้น |
| โครงสร้างรองรับและฐานราก | การเพิ่มความแข็งเกร็งด้านข้างย่อมดึงแรงเข้าสู่ช่วงเสาที่ติดตั้งมากขึ้น ต้องตรวจสอบกำลังของเสา คาน และฐานรากเดิมในแนวแรงที่เพิ่มขึ้น หลายกรณีจำเป็นต้องเสริมฐานรากควบคู่ไปด้วย |
| ตำแหน่งติดตั้งในผัง | ควรจัดวางให้สมมาตรเท่าที่เงื่อนไขการใช้งานอาคารเอื้ออำนวย เพื่อไม่ให้เกิดความเยื้องศูนย์ระหว่างจุดศูนย์กลางมวลกับจุดศูนย์กลางความแข็งเกร็ง ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้อาคารบิดตัวขณะสั่นไหว |
| การตรวจสอบและบำรุงรักษา | เนื่องจาก BRB ถูกออกแบบให้เป็นชิ้นส่วนที่ยอมให้เสียหาย จึงควรวางแผนการเข้าถึงเพื่อตรวจสอบสภาพภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว และกำหนดเกณฑ์การเปลี่ยนชิ้นส่วนไว้ล่วงหน้า |
| มาตรฐานอ้างอิง | ใช้ มยผ. 1301/1302-61 สำหรับการกำหนดแรงแผ่นดินไหวออกแบบ ประกอบกับข้อกำหนดสำหรับระบบค้ำยันไร้การโก่งเดาะใน AISC 341 และแนวทางการประเมินและเสริมกำลังอาคารเดิมตาม ASCE 41 |
7.บทสรุป
อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเดิมที่ไม่ได้ออกแบบต้านทานแรงแผ่นดินไหวเป็นความเสี่ยงที่มีอยู่จริงและกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ การเสริมกำลังด้วยค้ำยันทแยงแบบธรรมดาช่วยเพิ่มความแข็งเกร็งได้ก็จริง แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง เพราะการโก่งเดาะในทิศทางแรงอัดทำให้ระบบสลายพลังงานได้จำกัด และกำลังเสื่อมถอยลงเมื่อถูกกระทำซ้ำ
องค์อาคารรั้งยึดไร้การโก่งเดาะตอบโจทย์นี้ด้วยการแยกหน้าที่รับแรงออกจากหน้าที่ยับยั้งการโก่งเดาะ ทำให้แกนเหล็กครากได้ทั้งสองทิศทาง ให้วงรอบฮีสเทอรีซิสที่เต็มและเสถียร คาดการณ์กำลังได้แม่นยำ และเปลี่ยนตำแหน่งความเสียหายไปยังชิ้นส่วนที่ถอดเปลี่ยนได้ ชุดการศึกษาที่ผู้เขียนร่วมดำเนินการระหว่าง พ.ศ. 2553–2556 ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของการนำแนวคิดนี้มาใช้กับโครงสร้างที่มีรายละเอียดแบบไม่เหนียวและมีชั้นล่างอ่อน ซึ่งเป็นลักษณะที่พบทั่วไปในอาคารของไทย
ข้อเสนอสำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป คือการจัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับการคัดกรองอาคารเสี่ยงในระดับจังหวัด และการพัฒนาแบบมาตรฐานของรอยต่อสำหรับงานเสริมกำลังด้วย BRB ที่ผู้รับเหมาในท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้ ซึ่งจะทำให้องค์ความรู้นี้เคลื่อนจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
8.เอกสารอ้างอิง
- กรมโยธาธิการและผังเมือง. (2564). มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว มยผ. 1301/1302-61 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1). กระทรวงมหาดไทย.
- เป็นหนึ่ง วานิชชัย, ชาตรี งามเสงี่ยม, อำนาจ คำพานิช, และ สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์. (2553). การพัฒนาองค์อาคารรั้งยึดไร้การโก่งเดาะสำหรับการเสริมกำลังอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก. ใน การประชุมวิชาการคอนกรีตประจำปี ครั้งที่ 6.
- ชาตรี งามเสงี่ยม. (2559). การประเมินระดับความต้านทานแรงแผ่นดินไหวของอาคารในจังหวัดจันทบุรี. ใน The 2nd National Conference on Industrial Technology and Engineering.
- Khampanit, A., Ngamsangiem, C., Niyompanitpattana, S., & Leelataviwat, S. (2011). Cyclic testing of a non-ductile reinforced concrete frame strengthened with buckling restrained braces. In The 2011 World Congress on Advances in Structural Engineering and Mechanics.
- Nakano, T., Khampanit, A., Leelataviwat, S., & Ngamsangiem, C. (2013). A study on soft story RC frame strengthened with buckling restrained braces. In JCI Annual Convention in Nagoya.
- American Institute of Steel Construction. (2022). Seismic provisions for structural steel buildings (ANSI/AISC 341-22).
- American Society of Civil Engineers. (2023). Seismic evaluation and retrofit of existing buildings (ASCE/SEI 41-23).